Archive | February, 2012

Tofu Cheesecake รสชาเขียว (Low Fat)

25 Feb

สวัสดีค่ะ

หลังจากที่นิดาได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดีจากวีดีโอเรื่องการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน นิดารู้สึกดีใจมากๆที่ experience ของนิดาพอจะมีประโยชน์กับคนอื่นได้ วันนี้นิดาเลยต้องการนำเสนอวีดีโอสอนทำขนมที่แน่นอนว่ายังคง concept ความง่ายและอร่อย แต่ขอเพิ่ม bonus เป็นสูตร low fat ค่ะ ชีสเค้กปรกติจะมีครีมชีสหลายก้อนแถมมีไข่เยอะแยะเลยค่ะ แต่สูตรนี้เป็น no bake เลยง่ายและไม่มีไข่ และที่น่าสนใจคือการช้เต้าหู้ขาวมาลดจำนวนครีมชีสค่ะ นิดาให้คนชิมสามสี่คน มีแต่คนชอบและไม่มีใครรู้ถึงรสของเต้าหู้เลยค่ะ อ่อแล้วเพื่อคง concept เค้าหู้ นิดาเลยใช้นมถั่วเหลืองแทนนมด้วยซะเลยค่ะ น่าสนใจไม่น้อยเลยใช่มั้ยคะสูตรนี้ เป็นตัวเลือกให้คนที่อยากหุ่นสวยแต่มี sweeth tooth ที่ดีทีเดียวค่ะ ลองทำตามดูนะคะ

no bake ชีสเค้กเต้าหู้รสชาเขียว

Ingredients:

ฐาน

คุกกี้ digestive หรือชนิดอื่นๆ 100

เนยละลาย 80 กรัม

เค้ก

เต้าหู้ขาว (นิดาใช้แบบกล่องสี่เหลี่ยมตาม super) 300 กรัม

ผงเจลาติน 15 กรัม

น้ำ 70 กรัม

ผงชาเขียว 2 ชช

น้ำร้อน 5 ชต

ครีมชีส 1 ก้อน 250 กรัม อุณหภูมิห้อง

grek yogurt 100 กรัม

sour cream 100 กรัม

นมถั่วเหลือง 60 กรัม (ใช้นมแทนได้)

น้ำตาลไอซิ่ง 100 กรัม

วานิลลา 1 ชช

Directions:

  • ละลายเนยและทุบคุกกี้ให้ละเอียด
  • นำมากรุลงในพิมพ์ springform  7″ ถ้าอยากเอาออกง่ายๆให้กรุกระดาษไขไว้ที่ก้น แล้วแช่ช่องแข็ง
  • ใช้ผ้าขาวบางบีบน้ำออกจากเต้าหู้ให้หมด หาของมาทับแล้ววางพักไว้ระหว่างทำอย่างอื่น
  • แช่ผงเจลาตินในน้ำจนบวมตัวขึ้นมา
  • ละลายผงชาเขียวในน้ำร้อน
  • ตีส่วนครีมชีสให้เนียน ใส่icing
  • ตามด้วยเต้าหู้ที่สะเด็ดน้ำแล้ว
  • ตามด้วย yogurt & sour cream
  • ใส่นมถั่วเหลืองแล้วตีอย่างระวัง หมั่นเช็คก้นโถด้วยพายยางด้วยค่ะ
  • ใส่วานิลลา
  • ละลาย gelatin ที่ดูดน้ำเข้าไปหมดแล้วใน double boiler แบบอย่าให้ร้อนจัด
  • นำมาผสมลงเนื่อเค้ก
  • แบ่ง batter ออกเป็น 1/4 ส่วน กับ 3/4 ส่วน
  • ผสมชาเขียวกับ  1/4 ส่วน
  • หยอดสีเขียวขาวสลับกันลงในพิมพ์ที่กรุไว้
  • นำมีดปาดสีเขียวและขาวเข้าหากันให้เป็นลายหินอ่อน
  • แช่เย็นอย่างน้อย 4 ช.ม.ค่ะ

This slideshow requires JavaScript.

+++++++++++++++

Hi there,

Today I have a delicious low-fat cheesecake for you. Not only is it super easy since it does not require any baking, it is also low in fat due to the substitution of some of the cream cheese with TOFU, yes you read that right.

And guess what, I served it to a whole bunch of people, everyone enjoyed it very much without realizing that something was odd about it =) I’m so glad I found this recipe here. I adapted it to fit with what I could find in my kitchen and local stores though.

No Bake Green Tea Tofu Cheesecake 

Ingredients:

Crust

100g digestive biscuits

80g Melted butter

Filling

300g Pressed Tofu, I used the white kind in square boxes

15g Gelatine powder

70g Water

2 tsp Green tea powder mix

5 tbsp hot water

1 packet Cream cheese (room temperature)

100g greek yogurt

100g greek yogurt/sour cream

60g Silk Vanilla Soy milk

100g Icing sugar

1 tsp Vanilla extract

Directions:

  • Crush the biscuit in a ziplock bag and combine the crumbs with melted butter to resemble wet sand.
  • Press the biscuit crumbs onto the base of a 7″ springform pan, (you can line it with baking paper if you want, I didn’t and had no problem) chill in the fridge for now.
  • Wrap tofu in cheesecloth and press out water from tofu by placing a heavy object on top until needed in the recipe.
  • Soak gelatine powder in water and leave aside to soak in all the water
  • Mix green tea powder with 5 tbsp hot water. Set aside.
  • Whisk cream cheese until creamy with icing sugar
  • Squeeze out the last bit of water from tofu and add into the mixture, mix until no lump is left
  • Add sour cream and yogurt, followed by soy milk and vanilla, mix until smooth – constantly checking the bottom of the bowl with a rubber spatula.
  • Heat the saturated gelatin powder in a double boiler until just melted and add to cream cheese mixture and blend until combined
  • Sift cream cheese mixture into 1/4 and  3/4.
  • Mix green tea mixture to the 1/4 bowl.
  • Spoon the mixture into the pan, alternating the color.
  • Make a marble effect by swirling a knife around the cake.
  • Refrigerate until set for at least 4 hours

Bon Appétit!

This slideshow requires JavaScript.

Roast ร้านอร่อยนั่งสบาย

24 Feb

Hi there.

20120224-203724.jpg

Roast describes themselves as “Roast: A specialty coffee Roaster, Cafe & Bistro” located at Seen Space, Thonglor 13, this cozy eatery is soon climbing up my list as one of my favorite spots to have a relaxing meal at – be it breakfast, lunch, coffee break, or dinner, roast has something roasting for you. Just like its name cleverly suggests, not only is Roast serious about their coffees, they serve Traditional English Roast dinners (roast beef, roast chicken, complete with all the vital sides such as stuffing, cranberry sauce, and yorkshire pudding!)

Moreover,  I’m addicted to their iced espresso, which comes as a glass of dark coffee ice-cubes and cold milk. It tastes amazing, and it’s my current favorite cupa-coffee in Bangkok right now.

Some other good points:

  • The place is not so packed (yet)
  • The staff is always friendly.
  • They also have affordable wine
  • They do breakfast and brunch which I’ve heard good things about but haven’t had a chance to try yet.
  • It has Yorkshire pudding….enough said.

Bon appetit!

20120224-203828.jpg

20120224-203636.jpg


20120224-203803.jpg

This slideshow requires JavaScript.

วิธีลดน้ำหนักแบบไม่โยโย่สำหรับ Food Lover

19 Feb

สวัสดีค่ะ

(DISCLAIMER: นิดาไม่ได้เป็นหมอหรือเรียนมาทางโภชนาการนะคะ แค่เพียงนำประสปการณ์จริงของตัวเองมาแชร์ค่ะ ไม่ได้มีสูตรลับ สูตรวิเศษอะไรเลยค่ะ เราจะลดน้ำหนักให้ยืนยาวเราต้องมีวินัยแล้วก็ต้องหัดฟังร่างกายของเราเองค่ะ อย่าลดอาหารจนหน้ามืด จนโทรมนะคะ ผอมเร็วแต่ป่วยระยะยาวก็ไม่ดีหรอกค่ะ )

นิดาเชื่อว่าทุกคนคงจะทราบดีว่านิดารักการทานอาหารเป็นชีวิตจิตใจ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่านิดาเคยอ้วนบึ๊กตั้งแต่เล็กจนโต จนมาผอมลง 10 กว่าโลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาค่ะ

นิดาเคยลองมาหมดทุกอย่างแล้วกับการไดเอ็ทสารพัดสูตร ไม่ว่าจะเป็น Atkin, south beach, ไดเอ็ทสูตร 3 วัน, detox, ไม่เคยมีอันไหนให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนเลยค่ะ

แต่การผอมลงอย่างมากของนิดานั้นเป็นผลพลอยได้ที่ได้มาจากการปรับเปลี่ยน lifestyle ของตัวเองทั้งหมดช่วงทอยู่ี่มหาวิทยาลัยค่ะ นิดาไม่ได้ตั้งใจลด แต่ด้วยวิธีการกินที่เปลี่ยน อยู่ดีๆรู้ตัวอีกทีน้ำหนักก็ค่อยๆลงๆๆมาเรื่อยๆจนลดไปประมาณ 13 กก ใน 1 ปีค่ะ คนที่เรียนอยู่กับนิดาไม่ได้สังเกตุเห็นชัด เพราะว่านิดาลงอย่างช้าๆมากๆ แต่พอกลับมาเจอคนที่ไม่ได้พบกันนาน ทุกคนก็ตกใจค่ะ แล้วตอนนี้ผ่านมาได้จะสองปีแล้ว น้ำหนักก็ค่อนข้างคงที่ ขึ้นลงไม่เกิน 1-2 กก ค่ะ

วันนี้นิดาเลยสรุปเอาปัจจัยต่างๆที่นิดาทำแตกต่างไปในช่วงที่ผอมลงนั้นมาเล่าให้ทุกๆคนฟังค่ะ นิดาเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ทุกๆคนเเคยได้ยินอยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่เคยนำมาทำเพราะมันไม่รวดเร็วทันใจ แต่ไม่มีสิ่งดีๆอะไรที่ได้มาง่ายๆหรอกใช่มั้ยคะ =)

TIPS การลดน้ำหนักแบบยั่งยืนสำหรับคนที่รักการกิน

1. เลิกไดเอ็ท - หยุดหาทางลัดสู่ความผอม ไม่มีสูตรวิเสษที่ไหนจะทำให้เราผอมลงได้อย่างยั่งยืนหรอกค่ะ สูตรไดเอ็ทต่างๆอาจจะทำให้เราผอมลงเร็วจริง เพราะเราอาจจะต้องงด ลด เลิก อาหารที่ให้พลังงานต่างๆอย่างเช่น แป้ง หรือไขมัน แต่เราจะงดได้ตลอดไปจริงเหรอคะ? พอตบะแตกปุ๊บ ก็โยโย่ปั๊บ และการที่เห็นน้ำหนักที่หายไปจากการอดแทบตายกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เราก็จะยิ่งถอดใจ สุดท้ายก็คิดว่าอ้วนต่อไปก็ได้….ไม่เวิร์กค่ะ ไม่เวิร์ก

2. ใจเย็นๆ ต้องเข้าใจว่าการเปลี่ยน lifestyle ของเราไม่เห็นผลทันตา ไม่ผอมลงฮวบๆเหมือนการทำตามสูตรหรือทานยาแน่นอน แต่นอกจากที่มันดีต่อร่างการเรามากกว่าแล้ว การเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆแบบร่างกายรับได้ การไม่ต้องอด และการทำความเข้าใจวิธีการกินของตัวเราเองนั้น จะนำไปสู่ความผอมที่จะอยู่คู่กับเราไปจริงๆค่ะ

3. ศึกษา/ สังเกตุ – เริ่มแรกเลยเราต้องทำความรู้จักกับกฎข้อหลักข้อเดียวที่จริงเสมอในการไดเอ็ท

 

calories consumed > calories burn = weight gain

calories consumed < calories burn = weight loss

สมการนี้เป็นหัวใจหลักของการไดเอ็ท ตราบใดที่เรา burn มากกว่าที่ทาน ร่างกายของเราก็ต้องเอาไขมันเก่ามาใช้ แต่จะทำยังไงให้เราไม่ไปอยู่ในฝั่งสีแดงของสมการนี้สิคะที่ยาก และสิ่งที่นิดาทำก็คือต้องความเข้าใจกับอาหารที่เราทานอยู่ทุกวัน ของที่เรามักจะคว้าแบบไม่ทันคิดในซูเปอร์ และวิธีการกินที่ติดเป็นนิสัยของเราด้วยค่ะ

เราสามารถเริ่มต้นง่ายๆจากการ

  • หาค่า BMR (Basal Metabolic Rate) ของเราก่อน เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าร่างกายเราใช้พลังงานขั้นพื้นฐานเท่าไหร่ในทุกๆวัน (ถึงแม้จะนอนทั้งวันก็ใช้เท่านี้) เข้าไป calculate ในลิงค์นี้เลยค่ะ

BMR Calculator: 

http://www.bmi-calculator.net/bmr-calculator/metric-bmr-calculator.php

  • อ่านฉลากของทุกๆอย่างที่เราจะซื้อและจะเอาเข้าปาก หรือหาข้อมูลจาก internet หรือ calorie count app ไม่ได้ให้ท่องหรือให้มานั่งนับแคลอรี่นะคะ แค่อยากให้ทำความเข้าใจไว้ พออ่านบ่อยๆก็จะเหมือนเรามี database  ของอาหารที่เราทานประจำ และเราก็จะมีไอเดียคร่าวๆว่าเรากินอาหารประมาณกี่แคลอรี่ต่อวัน
  • สังเกตุวิธีการกินของตัวเอง ดูว่าปรกติเรากินข้าวเช้าแบบไหน กี่โมง แล้วเที่ยงล่ะ เราทานอาหารจานเดียวกับที่ออฟฟิส หรือยุ่งจนลืมทาน แล้วเย็นเราทานดินเนอร์มื้อใหญ่กับแฟน หรือกว่าจะกลับถึงบ้านก็ทานง่ายๆตอนสี่ทุ่มแล้วก็ปีนขึ้นเตียง

ใช้เวลาสักพักศึกษาสิ่งเหล่านี้เกี่ยวกับตัวเองให้ละเอียด แล้วก็เริ่มปรับทีละจุดค่ะ เปลี่ยนจุดเล็กๆไปก่อนเช่นเปลี่ยนจากโยเกิร์ตธรรมดาเป็นแบบไขมัน 0% หรือเปลี่ยนน้ำสลัดจากซีซาร์เป็นวิเนเกร็ท สิ่งเหล่านี้อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่อาจจะช่วยลดแคลอรี่ให้เราได้ 100 แคลอรี่เลยนะคะ ซึ่งแคลอรี่ที่ลดไปในการเลือกอย่างฉลาดขึ้นเราสามารถนำไปทานอย่างอื่นเพิ่มเติมได้ พอได้ทานหลายอย่างขึ้นในวงแคลอรี่ที่เท่าเดิมก็อิ่มนานขึ้นค่ะ สุดท้ายก็กินน้อยลงในมื้อถัดไปนะคะ นิดาลองเอาตัวอย่างมาให้ดูถึง smart choices ที่เราสามารถเลือกแทนกันได้ค่ะ

4. วางแผน  – มาถึงข้อสำคัญที่สุดค่ะ พอเราได้เรียนรู้ routine ของตัวเองให้ดีจากข้อที่แล้วมาแล้ว เราก็จะนำมาปรับใช้ในการ วางแผนการกินในข้อนี้ค่ะ เราเริ่มจากการเอาค่า BMR เป็บจุดพื้นฐาน โดยที่เรามั่นใจได้ว่าถ้าทานเท่า BMR ยังไงๆก็ลดเพราะวันๆนึงเราไม่ได้นอนอยู่เฉย เพราะฉะนั้นต้องใช้พลังงานมากกว่า BMR แน่นอน

แต่ไม่ได้ให้ทานเท่า BMR เลยนะคะ มันน้อยไป ให้เพิ่มขึ้นมา 100-300 kcal ก็ได้ โดยให้สักเกตุให้เหมาะกับตัวองค่ะ เพิ่มขึ้นมาถึงจุดที่ไม่หิวจัดจนโทรมแต่น้ำหนักยังลดอยู่ ค่อยๆสังเกตุไปแล้วเราจะพบกับการกินที่พอเหมาะในการลดอย่างช้าๆของเราค่ะ

โดยนิดามีหลักการอยู่ง่ายๆว่าในฐานะคนที่ชอบกิน เราต้องอย่าอดนะคะ เพราะเราไม่มีทางเลิกนิสัยรักอาหารเป็นชีวิตจิตใจได้แน่ แต่เราก็ต้องลดโดยการทานมื้อตามใจปากแค่หนึ่งมื้อต่อวัน และทาน “มื้อผอม” ในมื้อที่เหลือค่ะ

สิ่งที่จะกลายเป็นเพื่อนสนิทของการทานแบบนี้คือผัก ใครไม่ชอบทานต้องขอให้หัด เพราะว่าผักให้พลังงานต่ำ ทำให้ทานได้เยอะ เราคงรู้้สึกอดอยากถ้าต้องมาทานข้าวสามคำแล้วพอใน “มื้อผอม” แต่นิดากลับรู้สึกอร่อยและไม่รู้สึกว่าไดเอ็ทอยู่เวลาทานส้มตำแซ่บๆ น้ำพริกหนุ่มกับผักต้มหลากหลาย เกาเหลา ซุปผักแบบฝรั่ง หรือยำก้านคะน้า เราสามารถนำผักมาปรุงได้หลากหลาย และทานให้อิ่มท้องได้โดยที่ยังเป็นมื้อที่ไม่ไปกิน calories allowance ของเราค่ะ ผักจะต้องเป็นเพื่อนสนิทของเรานับจากนี้เป็นต้นไปนะคะ

แล้วแบบนี้พอมาถึงมื้อใหญ่ เราก็ทานได้ทุกอย่างค่ะ ไอติม สปาเกตตี้ ทานไปเถอะไม่ต้องกลัว แต่ก็อย่าทานแบบไม่ลืมหูลืมตานะคะ ทานช้าๆ ทานทุกคำให้รู้รส และก็ทานแบบ “สวยๆ” หรืออย่าทานให้หมดค่ะ ทานอาหารให้เหลือเสมอ ไม่ต้องมานั่งเสียดายนะคะ เงินที่เสียไปค่าอาหารถูกกว่าค่าลดความอ้วนและค่ายาใหอนาคตแน่นอนค่ะ แถมถ้ามันอร่อยเหลือเกินก็ไว้ค่อยมาทานอีกนะคะ พรุ่งนี้จะมาอีกก็ได้ ไม่ต้องทานจนหยดสุดท้ายค่ะ

แต่เนื่องจากการกินแบบนี้ไม่ใช่สูตร ถ้าเราเผลอทานเยอะไปก็ไม่ต้องตกใจกลัว โทษตัวเอง จิตตกว่าชั้นต้องอ้วนแน่ๆ เพราะว่าเราไม่ได้ลดแบบฮวบฮาบ น.น.มันจะไม่ทานเยอะปุ๊บกลับขึ้นปั๊บแน่นอนค่ะ คนเรามันก็ต้องมีเกเรกันบ้าง

นิดาเอาตัวอย่างการทานในหนึ่งวันของนิดามาฝากค่ะ อันนี้เป็นตารางที่ base on วิถีชีวิต นิสัยการกิน และค่า BMR ของนิดานะคะ ไม่ใช่ว่าคนอื่นเอาไปทำตามแล้วจะลด ทุกๆคนต้องทำของตัวเองที่เหมาะกับ lifestyle ของตัวเองขึ้นมาค่ะ ไม่เช่นนั้นเราก็จะฝืนแล้วก็ตบะแตกในที่สุด

 

Edit:

ขอเพิ่มเติมจากคำถามดีๆที่ได้มาจากผู้อ่านที่ว่า ตารางนี้ดูขัดกับความเชื่อที่ว่าถ้าจะผอมควรทานมื้อเช้ามากสุกและน้อยไปตามลำดับจนถึงมื้อเย็นนะคะ

“ตามหลักการแล้วกินมื้อเย็นน้อยเนี่ยผอมสุดแน่นอนเพราะมันไกล้เวลานอนแล้วค่ะ แต่ว่านี่คือแพลนแค่วันเดียวที่นิดาเอามาให้ดูเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ว่าทานอย่างนี้ทุกวันนะคะ ตามที่บอกไว้ในหัวข้อว่าเป็นการไดเอ็ทแบบไม่โยโย่สำหรับคนรักการกิน คือนิดาไม่มีทานใช้ชีวิตประจำวันโดยทานข้าวเย็นน้อยได้ค่ะ เพราะมื้อเย็นจะเป็นมื้อสังสรรค์ที่นิดาใช้ทานข้าวกับที่บ้านพร้อมหน้า ทานกับแฟน นัดเจอกับเพื่อนๆ เพราะฉะนั้นเมื่อรู้อย่างนี้ นิดาด็ต้องปรับการกินในมื้ออื่นให้รองรับกันค่ะ

ถ้าให้ทานน้อยในมื้อเย็น ทำเป็นช่วงๆอาจจะได้ แต่ไม่นานนิดาคงทำไม่ไหวค่ะ แล้วก็วันไหนที่มีนัดตอนเที่ยง มีนัดไปรีวิวร้านอาหารตอนกลางวัน ตอนเย็นก็ทานน้อย มันเป็นวันต่อวัน ไม่ตายตัวค่ะ แล้วก็ไม่ใช่ตารางอาหารไดเอ็ทที่พอผอมแล้วก็เลิกค่ะ เพราะนิดาทานแบบนี้ได้ทุกๆวัน และรับได้พอที่จะทานต่อไปเรื่อยๆค่ะ เลยไม่โยโย่นะคะ”

5. มีวินัย – นิดาอยากจะย้ำว่า ห้าม มองน้ำหนักที่เราตั้งไว้เป็นเป้าหมายเหมือนกับเป็นเส้นชัย เพราะพอมองอย่างนั้นมันก็เหมือนกับว่าเรากำลังวิ่ง marathon มาอย่างยากลำบาก เหนื่อยแทบตายพอถึงเส้นชับก็แน่นอนว่าทุกคนต้องดีใจและอยากจะฉลอง ไปๆมาๆกลายเป็นจัดเต็มทานมื้อใหญ่ติดกันสามวันสามคืน สุดท้ายแล้วคุณก็วิ่งถึงเส้นชัยปุ๊บก็วิ่งถอยหลังกลับจุด start เฉยเลย จะทำไปทำไมใช่มั้ยคะ ถ้าจะเป็นแบบนั้นสู้อย่างวิ่งดีกว่า

เราต้องเข้าใจให้ได้ว่าเราไม่มีเป้าหมายที่ตายตัว เราแค่กำลังเปลี่ยน lifestyle เราใหม่ที่ทันจะทำให้เราค่อยๆผอมลงอย่างเหมาะสม ผอมแบบที่ร่างกายเรารับได้ โดยที่จำนวนอาหารที่เราทานนั้นพอเหมาะกับชีวิตประจำวันของเรา ทำให้เราทำไปได้ทั้งชีวิต โดยไม่ตบะแตกค่ะ แน่นอนว่านิดาเข้าใจว่าการเลิก habit เดิมๆที่ทำมาแต่เกิดนั้นยากเหลือเกิน แต่ไม่มีใครเคยบอกนะคะว่าการไดเอ็ทเป็นเรื่องง่าย แต่ไม่ยากเกินความพยายามของคนมีวินัยที่ตั้งใจจริงหรอกค่ะ

วิธีของนิดาก็มีเพียงเท่านี้ล่ะค่ะ หวังว่าจะได้ประโยชน์กับใครบ้างนะคะ

Bon Appétit!

Homemade Royce Chocolate

12 Feb

สวัสดีค่ะ

นิดาคงไม่สามารถปล่อยให้วันแห่งความรักผ่านไปได้โดยไม่เอาสูตร chocolate มาแชร์กับทุกๆคนใช่มั้ยล่ะคะ แล้วสูตรที่นำมาฝากวันนี้ก็ perfect มากเพราะ chocolate nama(แปลว่า fresh) หรือ chocolate ที่ทำจากครีมสดแบบญี่ปุ่นนั้นมีครบทั้งตวามอร่อย และความง่ายค่ะ  แถมเครื่องไม้เครื่องมือที่ต้องเตรียมก็ไม่ยุ่งยากเลยค่ะ ไม่น่าเชื่อใช่มั้ยคะว่า chocolate Royce ที่ฮิตกันนักหนา เราจะสามารถทำเองที่บ้านได้ง่ายนิดเดียว =)

( ความแตกต่างระหว่างnama กับ truffles: จริงๆแล้วต้องเป็นรูปทรงกลม เพราะว่าเค้าตั้งใจให้เหมือนก้อนเห็ด truffles คjะ และสูตร truffles ส่วนมากถึงมีเบสเป็นกานาช (ครีมกับช๊อค) เหมือนกัน แต่มักจะใส่เนยและส่วนผสมอื่นๆรวมอยู่ด้วยค่ะ truffle ยุ่งยากกว่าเล็กน้อยค่ะ)

ส่วนผสม:

ดาร์กช๊อคโกแล๊ตชิพ 400 กรัม  เอาแบบคุณภาพดีๆนะคะ! (ถ้าชอบหวานก็เปลี่ยนเป็น bitter-sweet ได้ค่ะ)

วิปปิ้งครีม 200 ml

ผงโกโก้แบบ Dutch processed

เหล้าหรือวิสกี้ตามชอบ (optional)

วิธีทำ

  1. กรุพิมพ์สี่เหลี่ยมขนาด 8 * 8 นิ้วด้วยกระดาษไข ถ้าไม่ติดให้เอาเนยทาเล็กน้อยได้ค่ะ
  2. ต้มครีมจนเริ่มเดือดแล้วปิดเตา อย่าทิ้งให้เดือดนานมันจะฟู่แล้วก็ล้นขึ้นมาเลยค่ะ แถมถ้าร้อนเกินจะต้องแช่นานเปล่าๆ
  3. ใส่ช๊อคโกแล๊ตลงไปแล้วก็คนจนละลายหมดค่ะ อย่าให้เหลือเป็นก้อนๆนะคะ
  4. ถ้าอยากใส่ alcohol ก็ตอนนี้เลยค่ะ และถ้าชอบแบบแรงๆก็ทิ้ง chocolate ให้เย็นสักนิดนะคะแล้วค่อยเติมเหล้า (อย่าเอาไปมอมใครน้าา)
  5. เท chocolate ลงไปในพิมพ์ แล้วเคาะๆนิดหน่อยให้เรียบ แล้วก็ปาดหน้าให้เนียนอีกทีค่ะ
  6. เข้าตู้เย็น 45 นาที จนเซ็ทและผิวดูด้านค่ะ
  7. นำออกมาวัดแล้วบากเป็นลายตาราง 1 คูณ 0.6 นิ้วๆ แล้วค่อยตัดด้วยมีดร้อนๆค่ะ จะได้ตัดใด้สวยๆนะคะ และทุกครั้งที่ตัดเสร็จต้องเช็ดมีดแล้วค่อยตัดใหม่ค่ะ
  8. กลับเข้าแช่ 15 นาที
  9. ระหว่างนั้นเอากระดาษไขมา แล้วก็โรยโกโก้รอไว้ให้ทั่วๆค่ะ
  10. นำ chocolate ออกมาแล้วก็คว่ำลงใส่ผงโกโก้ โรยผงโกโก้เพิ่มทับด้านบน แล้วก็พลิกโรยๆสลับกันจนครบทุกด้านค่ะ
  11. เมื่อไหร่ที่เริ่มละลายเอาแช่ทันทีแล้วก็ค่อยทำต่อนะคะ แค่นี้เอง ง่ายมั้ยคะ
เพราะ chocolate อันนี้เป็น chocolate สด มันเก็บได้แค่ 2-3 วันนะคะ แต่ไม่ต้องห่วง ไม่เหลือแน่นอนค่ะ
Edit:
PLEASE READ ABOUT ROYCE CHOCOLATE VIDEO”เพื่อกันคนที่จะนำขนมนี้ไปทำตามตกใจเวลา chocolate ละลาย ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะคะว่าสูตรนี้อยู่ข้างนอกได้ไม่นานเหมือน chocolate ทั่วไปนะคะเพราะมีครีมอยู่เยอะ และchocolate ไม่ได้ผ่านการ temper เพราะฉะนั้นมันจะไม่เซ็ทตัวใน room temperature ค่ะ ต้องแช่เย็น เพราะอย่าง royce ของจริงเวลาเอากลับบ้านเค้ายังต้องใส่ pack เย็นให้เลยใช่มั้ยล่ะคะ แต่เค้าคงมีตัวช่วยที่ทำให้ set ตัวที่นิดาไม่ทราบค่ะ แต่เท่าที่ทำมารสสูตรนี้ไกล้เคียงที่สุดแล้วค่ะ แต่อย่างที่บอกไว้ใน clip นะคะ ต้องคอยหมั่นแช่ตลอดค่ะ “

Happy Valentine’s Day na ka ♥ ♥ ♥

ดูรูปเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

++++++++++

Hi there,

I’ve been a big fan of Royce chocolate (a famous brand of nama chocolate or Japanese fresh chocolate made from whipping cream) for a long time, and I’ve never been a fan of tempering chocolate, therefore, making my own Royce seems to make perfect sense. What could beat making your own melt-in-the -mouth truffle-like-decadent-deliciousness that is super easy and does not involve the mess and complication of tempering!

If you are looking to purchase a special someone some nice chocolates, change your mind now and make these! (I insist!!)

Ingredients:

400 gram  dark chocolate chips, good quality please! (You can use bitter-sweet if you do not like dark)

200 ml whipping cream

Dutch processed cocoa powder for coating

Liqueur , whiskey (optional)

Directions

  1. Line a 8 by 8 inch square mold with parchment paper, if it does not stay put some (very little) grease to secure it.
  2. Heat the cream until simmering, then turn the heat off! (Don’t boil for too long since it will over flow and take longer to cool and set)
  3.  Add the chocolate and stir until the chocolate is completely melted, do not leave any lumps behind, the mixture should be smooth and shiny.
  4. Add liqueur of your choice if desired, (I think Bailey’s goes really well!!!)
  5. Pour the chocolate into the prepared pan and heath it against the table to level it out a couple of times, then smooth using a metal spatula
  6. Put in the fridge for about 45 mins until firm, you know it’s ready when it hardens and becomes matt
  7. Bring the chocolate out, unmold, and start measuring and cutting out 1 by 0.6″ rectangles
  8. Mark before cutting using a ruler and a knife, heat up the knife before each cut and wipe clean before cutting again!
  9. Put back in the fridge for 15 minutes
  10. Dust a piece of parchment paper with generous amount of cocoa powder
  11. Flip the chocolate over to prepared cocoa and dust the other side,
  12. Then keep flipping and dusting all four sides, as soon as the chocolate starts to soften, put in the fridge!

Since this chocolate is “fresh,” it only keeps for a couple of days, but do not worry, you’ll finish them before you know it!

Check out more pictures HERE

Bon Appétit!

[VIDEO] Ultimate New York Cheesecake ชีสเค้กอร่อยสุดยอด

7 Feb

สวัสดีค่ะ

เนื่องในโอกาสวันแห่งความรักในปีนี้ นิดาได้เลือกที่จะทำเมนูสุดโปรดในดวงใจของนิดาซึ่งก็คือชีสเค้กมาแชร์กับทุกๆคนค่ะ เค้กเนื้อเนียนๆรสหวานมันที่ทานได้แบบลืมอ้วนชนิดนี้เป็นขนมที่นิดาชอบที่สุดอย่างนึงเลยก็ว่าได้นะคะ และแน่นอนว่าพอนึกถึงชีสเค้ก ก็ต้องนึกถึงชีสเค้กสุดคลาสสิกอย่าง new york cheesecake ค่ะ วันนี้นิดาเลยเอาสูตรสุดหวงที่นิดารับประกันทั้งความอร่อย (ไม่ชอบให้ถีบเลยจริงๆเอ้า!) และความง่ายมาแบ่งให้ผู้อ่านที่รักของนิดาค่ะ

แต่เอ เค้กขาวๆสำหรับวันวาเลยไทน์ก็คงจะดูธรรมดาไปนิดใช่มั้ยคะ นิดาเลยจับเอาสตรอเบอรี่มาชุบช๊อกโกแล๊ตเพื่อเอามาแต่งหน้าเพิ่มความหวานและสีสันให้เจ้าเค้กของเราซะเลยค่ะ ไปดุสูตรและวีดีโอกันเลยดีกว่านะคะ

Ultimate New York Cheesecake

ส่วนผสม:

คุกกี้หรือแครกเกอร์บดชนิดใดก็ได้ 1.5 ถ

เนยละลาย 2-3 ชต

ครีมชีส 4 ก้อน (แบบ 8 ออนซ์)

น้ำตาล 1 1/2 ถ

นมสด 3/4 ถ

ไข่ 4 ฟอง

sour cream 1 ถ

วานิลลา 1 ชต

แป้งอเนกประสงค์ 1/4 ถ

วิธีทำ:

1. เปิดเตาอบวอร์มไว้ที่ 175 C. นำพิมพ์ springform ขนาด 9-10″ มาทาเนยหรือสเปรย์ด้วยไขมันให้ทั่วค่ะ

2. บดคุกกี้ให้ละเอียดในเครื่อง food processor และค่อยๆเติมเนยจนส่วนผสมดูเหมือนทรายที่เปียกน้ำ

3. นำมากรุลงในพิมพ์ให้แน่น นำเข้าอบ 10 นาที หรือใส่ช่องฟรีซไว้ ก่อนใช้นำพิมพ์มาห่อฟอยล์สามชั้น

4. ตีครีมชีสกับน้ำตาลจนเนียน (ตอนนี้ตีนานได้เพราะไม่ก่อให้เกิดการแยกตัว แต่พอใส่ไข่แล้วตีแค่เข้ากันพอนะคะ) ใส่นมทีละน้อยกันกระฉอก ตามด้วย sour cream ตามด้วยไข่ทีละฟอง ผสมแค่พอเข้ากันค่ะ  แล้วก็ตบท้ายด้วยแป้งและวานิลลานะคะ ใช้พายคนจนหมดเม็ดแป้ง กวาดก้นโถดูให้ดีด้วยนะคะ เน้นว่าอย่าตีเยอะนะคะ เอาแค่เข้ากัน

5.นำใส่เตาอบในถาดลึกและเทน้ำร้อนลงไปสูงครึ่งนึงของพิมพ์เค้กเป็น water bath ซึ่งช่วยให้เนื้อเค้กเนียนและไม่แตกค่ะ อบเป็นเวลา 1 ช.ม. เช็คสุกได้จากการที่ตรงขอบๆสุกแล้วแต่ตรงกลางยังดูกระเพื่อมอยู่เป็นอันพอนะคะ

6. ปิดเตาอบและทิ้งเค้กไว้ในเตา 1-2 ชม หลังจากนั้นนำไปแช่ตู้เย็นอย่างน้อง 6 ช.ม. ถึงข้ามคืนค่ะ

New York Cheesecake

Chocolate Covered Strawberries

ช๊อกโกแล๊ตชนิดที่ชอบ 8 oz

shortening 1 ชต

สตรอเบอรี่ 10-12 ลูก

(อัตราส่วน 8oz ต่อ 1 ชต)

 วิธีทำ:

1. ถ้าจะใช้สตรอเบอรี่เพื่อที่จะแต่งหน้าเค้กให้ตัดขั้วออกให้แบน แต่ถ้าทำเดี่ยวๆให้ทิ้งไว้ค่ะ

2. ปักไม้จิ้มฟันผ่านขั้วเข้าไป

3. ละลาย chocolate และ shortening ในอัตราส่วน 8 oz: 1 ชต ใน double boiler หรือใน microwave โดยคอยหมั่นคนจนละลายหมดค่ะ

4. จับไม้จิ้มฟันแล้วจิ้มสตรอเบอรี่ลงในช๊อกโกแล๊ต ปักลงไปในบล๊อกโฟมและทิ้งให้เย็นตัว

5. สามารถจิ้มซ้ำในช๊อกโกแล๊ตอีกสีได้ หรือไม่ก็ใช้ส้อมสะบัดช๊อกโกแล๊ตเป็นเส้นๆลงบนสตรอเบอรี่ค่ะ

6.พอเซ็ทตัวก็นำเอาไปแต่งหน้าเค้กที่เย็นแล้วได้เลย

+++++++++++

Hi there,

Today I present you the Ultimate New York Cheesecake recipe, out of all the ones I’ve tried, this one is by far the best. I based it off of Chantal’s cheesecake from Allrecipes.com with some additions and tweaks here and there to make it more my own. There’s something so delectable and divine about the smooth and creamy texture and the perfect balance of flavors in a New York cheesecake that makes me completely forget about my waistline. It is definitely “up there” with macarons in my favorites list.

However, since it’s for Valentine’s, I can’t simply stop with a plain cheesecake, can I? Of course I have to make it “sweeter” and accent it with some luscious reds in the honor of the day of love. And what could get the job done better than some sexy chocolate covered strawberries? With no further ado, may I present you one of my favorite desserts? (drum rolls please….!!!)

INGREDIENTS:

1.5 cups digestive biscuits or other cookies of choice, crushed

2-3 tablespoons butter, melted

4 (8 ounce) packages cream cheese

1 1/2 cups white sugar

3/4 cup milk

4 eggs

1 cup sour cream

1 tablespoon vanilla extract

1/4 cup all-purpose flour

DIRECTIONS:

1. Preheat oven to 350 degrees F (175 degrees C). Grease a 9 inch springform pan.

2. In a medium bowl, mix graham cracker crumbs with melted butter until you get the consistency of wet sand. Press onto bottom of springform pan, bake for 10 minutes or freeze until needed. Before use, wrap the pan with 3 layers of foil.

3. In a large bowl, mix cream cheese with sugar until smooth. Blend in milk, and then mix in sour cream, add the eggs one at a time, mixing just enough to incorporate. Mix in vanilla and flour until smooth. Pour filling into prepared crust.

4. Bake in preheated oven for 1 hour in a water bath. Turn the oven off, and let cake cool in oven with the door closed for 1 to 2 hours; this prevents cracking. Chill in refrigerator until for minimum 6 hours to overnight.

New York Cheesecake

Chocolate Covered Strawberries

8 oz chocolate chips

1 tbsp shortening

10-12 fresh strawberries

(ratio 8oz: 1 tbsp)

 Directions

1. If you are using this recipe to decorate the cheesecake, cut the leaves off of the strawberries, if not, leave them on.

2. Insert toothpicks into the strawberries.

3. Melt the chocolate and shortening in a double boiler or in the microwave, stirring until smooth.

4. By holding the toothpicks, dip the strawberries into the chocolate, leaving some red visible.

5. Insert the toothpick into styrofoam for the chocolate to set

6. Dip in the set chocolate-covered strawberries into another type of chocolate or use a fork to sprinkle some chocolate lines on them.

Perfect Breakfast in Bed: Fluffy Raspberry and Chocolate Chunk Pancakes

6 Feb

(Please scroll down for English)

Chocolate Chunks, Fresh Raspberries, Raspberry-Caramel Sauce From Clinton St. Baking Co.

สวัสดีค่ะ

วันนี้นิดาไปเจอรูปแพนเค้กที่น่ากินมากกกกๆ  (ระดับตวามน่ากินวัดได้จากจำนวน ก ไก่ ข้างหน้า) จากเว็บโปรดของนิดาชื่อว่า Serious Eats ค่ะ เลยเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าเมนูนี้แหละเหมาะมากสำหรับคนที่มองหาขนมง่ายๆทำให้คนที่เรารักในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ค่ะ ใครเวลาน้อยใช้แพนเค้กแบบสำเร็จรูปได้เลยไม่ว่ากันนะคะ ส่วนคู่ใครอยากทำ breakfast in bed ไป surprise สามี/ภรรยา/คุณพ่อ/คุณแม่ อาจจะสามารถเรียกคะแนนเพิ่มได้โขจากการทำเองกับมือค่ะ

ส่วนของโรยหน้าไม่ต้องทำตามนิดาก็ได้นะคะ ใส่ได้ตามชอบเลย แต่นิดารู้สุกว่าสีแดงสดของราสเบอรี่กับ chocolate chunk สีน้ำตาลมันบ่งบอกตวามเป็นวาเลนไทน์ได้ดีมากๆเลยค่ะ

แพนเค้กช็อกโกแลตใส่ราสเบอรี่สด

ส่วนผสม

  • นมสด 3/4 ถ
  • น้ำส้มสายชู 2 ชต
  • แป้งอเนกประสงค์ 1 ถ
  • น้ำตาล 2 ชต
  • ผงฟู 1 ชช
  • เบคกิ้งโซดา 1/2 ชช
  • เกลือ 1/2 ชช
  • ไข่ 1 ฟอง
  • เนยละลาย 2 ชต
  • เนย หรือ cooking spray สำหรับทอด
  • dark chocolate chunks 1 ถ  (สามารถปลี่ยนเป็น milk หรือ whiteได้ค่ะ)
  • ราสเบอรี่สด 1 ถ (สามารถปลี่ยนเป็น strawberries ได้ค่ะ)

วิธีทำ

  1. ผสมนมกับน้ำส้มและทิ้งไว้ 5 นาที
  2. ผสมแป้ง น้ำตาล ผงฟู เบคกิ้งโซดา และ เกลือเข้าด้วยกัน ใส่ไข่ลงไปตีกับนมที่พักไว้ ใส่ของแห้งลงไปผสมและคนจนกว่าจะหมดก้อนแป้งค่ะ
  3. ตั้งกระทะบนไฟปานกลาง ใส่เนยเล็กน้อย หรือสเปรย์ cooking spray ก็ได้ค่ะ . เทส่นผสมประมาณ 1/4 ถ ลงไปในกระทะร้อนๆ โปรย chocolate และราสเบอรี่ลงไป (นิดาชอบวิธีนี้มากกว่าการผสมไปเลยเพราะมันชอบนอนก้น แล้วก็กะหน้าตามันลำบากค่ะ) ทอดจนกว่าเห็นฟองอากาศผุดขึ้นมาแล้วจึงกลับด้านค่ะ ทอดจนจ้ำตาลเท่ากันทั้งสองด้านเป็นอันเสร็จ
  4. ทานกับวิปปิ้งครีม ไอติมเย็นๆ ราดไซรัป หรือ ซอสราสเบอรี่และโรยราสเบอรี่สดและ chocolate chunks อีกเล็กน้อย น่าทานสุดๆแล้วค่ะ

++++++++

Chocolate Chunks, Fresh Raspberries, Raspberry-Caramel Sauce From Clinton St. Baking Co.

Hi there,

As I was browsing one of my favorite sites, Serious Eats, I came across a whole bunch of divine pancake pictures from Clinton St. Baking Co., and I thought to myself “this would make the perfect breakfast in bed menu!” So I’m sharing the simplified version with you today. But please feel free to go ahead and be creative with your creation, add whatever you want to it, it’s the effort that counts after all, right? (But I just think there’s something so sweet, yet sexy, with the bittersweet chocolate chunk and red raspberries that just screams valentine’s!! )

Fluffy Raspberry Pancakes with dark chocolate chunks

Ingredients

  • 3/4 cup milk
  • 2 tablespoons white vinegar
  • 1 cup all-purpose flour
  • 2 tablespoons white sugar
  • 1 teaspoon baking powder
  • 1/2 teaspoon baking soda
  • 1/2 teaspoon salt
  • 1 egg
  • 2 tablespoons butter, melted
  • butter or cooking spray
  • 1 cup dark chocolate chunks (can switch to milk or white)
  • 1 cup fresh raspberries (can switch to strawberries)

Directions

  1. Combine milk with vinegar in a medium bowl and set aside for 5 minutes to “sour”.
  2. Combine flour, sugar, baking powder, baking soda, and salt in a large mixing bowl. Whisk egg and butter into “soured” milk. Pour the flour mixture into the wet ingredients and whisk until lumps are gone.
  3. Heat a large skillet over medium heat, and coat with cooking spray or a little butter. Pour 1/4 cupfuls of batter onto the skillet, and sprinkle some of the raspberries and chocolate over the wet batter (I like to do this to ensure appearance and prevent them from sinking into the batter mix). Cook until bubbles appear on the surface then flip with a spatula, and cook until browned on the other side.
  4. Enjoy them with whipped cream or a scoop of cold ice-cream, topped with maple syrup or raspberry sauce. And don’t forget to sprinkle some extra raspberries and chocolate on top for added lovely sweetness.
  5. Enjoy!

adapted from recipes found here on Allrecipes.com

Bon Appétit!

[Beauty How-to] สอนม้วนผมลอนคลายๆแบบ Kim Kardashian’s Loose Curl tutorial

5 Feb

(scroll down for english)

สวัสดีค่ะ
อย่าเพิ่งตกใจที่เข้ามาแล้วไม่เจอขนมแต่กลับเจอเรื่องสวยๆงามๆแทนนะคะ วันนี้ขออณุญาติมาแชร์ how to กับเค้าบ้างค่ะ เป็น tutorial อันแรกในชีวิต (เขินมากกกก) เนื่องมาจากว่าใน blog และ fb มีคนถามเข้ามาเรื่องการม้วนผมของนิดา ก็เลยแอบนอกเรื่องมาทำผมให้ดูซะเลยนะคะ เพราะน่าจะเห็นชัดกว่าและทำตามได้ง่ายกว่าเนอะ =)

ผมที่ออกมาได้ inspiration มาจาก celebrity สาวชื่อดังของ hollywood อย่าง Kim Kardashian ค่ะ

ผมคิมเค้าจะม้วนลอนคลายๆไม่เป็นหลอดๆแต่เน้น volumeๆ นะคะ

ต้องออกตัวก่อนว่านิดาม้วนผมไม่ได้เก่งอะไรหรอกนะคะ แต่ยังไม่เคยเห็นใครม้วนแบบนี้เป๊ะๆก็เลยเอามาแบ่งปันค่ะ เพราะนิดาใช้ทั้ง curling iron และก็ hot roller นะคะ แล้วก็เพิ่มความเด้งของลอนด้วยการทำ pin curl ด้วยค่ะ ออกมาก็ประมาณนี้นะคะ

Tools ที่ใช้มีดังนี้ค่ะ

curling iron นิดาใช้ของ Vidal Sassoon อันที่เป็นเซรามิกนะคะ ใช้มาตั้งนานแล้วก็โอเคลอนไม่ได้อยู่มาก แต่นิดาชอบ look แบบคลายๆอยู่แล้วค่ะ

ส่วนที่ขาดไม่ได้เลยคือ rollไฟฟ้า ของ remmington ค่ะ อาจจะดูเป็นเทคนิคโบราณๆหน่อย แต่นิดาชอบที่มันไม่ร้อนจนอันตรายแบบ curling iron แล้วก็สามารถทำได้เร็วม้วนทิ้งไว้แล้วแต่งหน้าได้แล้วค่อยคลายออกผมก็ออกมาม้วนสวยเลยค่ะ อันที่นิดาใช้เป็นรุ่นพกพาค่ะ อันเล็กและเบา ขาดไม่ได้เลยอันนี้ หาได้ตามห้างชั้นนำทั่วไปนะคะ

ตัว heat protectant นิดาใช้ของ keratinology ค่ะ เมื่อก่อนใช้พวกยี่ห้อที่ซื้อจาก sephora พอหมดก็ไม่รู้จะใช้อันไหนต่อค่ะ เลยมาใช้อันนี้เพราะหอมดี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันช่วยป้องกันมากๆอะไรนะคะ (อาจจะเป็นเพราะว่าผมเสีไปแล้วตั้งแต่ทำสีด้วยค่ะ) แต่นิดาชอบแชมพูของเค้านะคะ

spray ก็เป็นอันนี้ค่ะ มีเพื่อนซื้อมาฝากจากญี่ปุ่นค่ะ มันไม่ทำให้ผมแข็งเลยค่ะ แต่ก็อาจจะไม่ได้อยู่ทรงมาก แต่นิดาว่าเหมาะกับลอนคลายๆแบบนี้นะคะ

Cape Style Lock Hair

มาดู tutorial กันเลยดีกว่าค่ะ 
++++++++++

Hi there,

I’m sure you’re wondering if you’re on the wrong blog from the title of this new post. I’m venturing out of my comfort zone a little with a beauty how-to since many of my lovely subscribers had asked me how I curl my hair, so I thought it’s best to just show it. Please bare with all my stuttering and weird facial expressions since this is all very new to me! (I’ve never talked to myself for this long before in my whole life, it felt……odd to say the least.)

Anyways, I believe I curled my hair a little differently from most people since I use a mixture of a curling iron and hot rollers. I’m no where near being a curling iron expert since I am still scarred (mentally and a little physically still) from a curling iron accident a couple of years back. So please please be super careful when using it, guys! So I resorted to using hot rollers instead. Many of you may think that hot rollers are rather old school, however, I think they are safe and are not as damaging to your hair as a curling iron. Plus, you can just put it on and leave the rollers on your head while you do your make up, then you can simply let your hair down when you are ready to head out with nice bouncy curls.

The drawback about hot rollers are that you can only achieve only a few types of look using them, therefore I’m showing you a mixed method which I’ve tried and tested to ensure that it delivers the most natural, yet very “va va voom” curls! Think Kim Kardashian’s hair!

This is the look I achieved using this technique:

 

Tools I used:
curling iron from Vidal Sassoon (the ceramic type)

hot rollers from remming ton this is the portable version which is very lightweight and easy to tote around

heat protectant from keratinology,  I love their shampoo/ conditioner. I can’t really say if I notice that this does s lot to protect my hair or not since it’s already damaged from coloring, but I love how it smells.

this hair spray doesn’t have a strong hold, which is good for this look since it still aloows me to run my finger through my hair
Cape Style Lock Hair


Let’s check out the tutorial:

[Mobile Update] Water Library @ The Grass, Thonglor

1 Feb

สวัสดีค่ะ
วันนี้นิดามีข่าวมาอัพเดทว่าร้าน Water library เพิ่งเปิดสาขา2ที่ Grass ทองหล่อ ในconceptร้านอาหารสุดหรู(พร้อมราคาท่ีสูงลิ่ว) แหวกแนวด้วยสไตล์ chef’s table โดยมีแค่ที่นั่งสําหรับแขกแค่ 10 ท่าน และอาหารเป็นเซ็ทเมนู12 คอร์สกับไวน์ 8 แก้วม่ีคัดมาให้เข้ากันโดยเชฟ Haikal Johari เจ้าของ Michelin star จากร้าน Langenประเทศเยอรมัน โดยเชฟจะคอยอธิบายอาหารแต่ละจานและขั้นตอนการทานอย่างไกล้ชิดจากหลัง counter ค่ะ เป็น concept ใหม่ๆสำหรับวงการอาหารบ้านเรานะคะ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าการตอบรับจะเป็นยังไงบ้างเหมือนกัน ต้องรอดูไปค่ะ

ส่วนค่าเสียหายอยู่ที่ 8400++ สําหรับอาหารและไวน์ หรือ 16800++ สําหรับอาหารและไวน์ชั้นเลิศค่ะ ใครกระเป๋าหนักไ่ปลองดูมั้ยคะ แล้วกลับมาบอกนิดาด้วยน้าา 55

++++++++++++

Hi there,

Today I have an update of a recent opening of the second Water Library at the Grass, Thonglor. This opening marks the addition of a completely new style of dining to Bangkok’s restaurant scene with its Über luxury concept of a ten-seater chef’s table restaurant, which offers only a prix-fixe menu with 12 courses and 8 wine pairings. The chef behind this extravagant concept is the Michelin Star Chef, Haikal Johari, from Langen restaurant in Germany. Not only will the chef be creating the food but he will also be walking the guests through each of the dishes, explaining the ingredients and how to best eat them.

And, needless to say, the price also matches the luxurious concept with the hefty set price of 8,400++ with wines or B16,800++ with superior wines. You high rollers out there please go try and let me know, alrighty?

Bon Appétit!

 

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 86 other followers